Friday, August 7, 2009

แนวโน้มด้านพลังงานในอนาคต(ตอนสุดท้าย)

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน ขอโทษด้วยครับที่ไม่ได้มาอัพเดทหลายวัน ช่วงนี้ทั้งเรียนทั้งสอบ เน็ตไม่ดีหลายอย่างจริง เอาเป็นว่าวันนี้มีโอกาสได้มาอัพเดท ผมก็จะเอาให้จบเลยแล้วกันนะครับ

จิตสำนึกคือ ปัจจัยและตัวแปร เรื่องพลังงาน
ความเป็นไปได้ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ การเปลี่ยนแปลงระบบพลังงานสร้างความกังขา
จากเทคโนโลยีที่ยังไม่สิ้นสุด ทำให้กว่าครึ่งอาจไม่เข้าใจ ยึดติดกับรูปแบบเดิมจาก
พลังงานเดิมๆ ปัญหาใหญ่คือ นักการเมืองหรือรัฐ ที่จะสนับสนุน อธิบายสร้างความ
เข้าใจไปสู่กลุ่มประชากรของตน ได้ชัดแจ้งหรือไม่ มีองค์กรคอยสนับสนุนถึงผล
ลัพธ์เช่นไร โดยจะหวังพึ่งเพียงนักวิชาการไม่เพียงพอและทันเวลา

ความนิยมสนใจกลายเป็นกลุ่มที่มีความรู้ กลุ่มประชากรรุ่นใหม่ หรือกลุ่มที่มีความ
จำเป็นต้องใช้ในชนบทที่ระบบไฟฟ้าเข้าไม่ถึง เป็นกลุ่มแรกๆ

คงคิดเหมือนกันเกือบทั้งประเทศ ว่าเมื่อน้ำมันแพงมีราคาสูง แก้ไขเหตุการณ์โดย
เปลี่ยนเป็นระบบก๊าซ แต่ทราบหรือไม่ว่าอีกไม่นานก๊าซก็จะหมดไปอีกก็จะเปลี่ยน
เป็นพลังงานแสงอาทิตย์ หรืออื่นๆต่อไป นั่นคือวิถีที่จำเป็น

การเลือกใช้พลังงานแบบผสมผสาน ในชีวิตประจำวันน่าจะเป็นทางออกเหมาะสม
กับสถานการณ์ และด้วยสาเหตุปลูกฝังแนวความคิดดั้งเดิมอย่างยาวนาน เป็นตัว
ขัดขวางเงื่อนไขการใช้พลังงาน ให้เกิดความไม่ถูกต้องมากมาย พูดคุยกันไม่รู้จบ
มานานนับปี เช่น

การใช้รถยนต์ส่วนตัวไปในทุกกรณี ถือเป็นค่านิยม หากไม่ขับรถไปรู้สึกไม่สะดวก
่ในบางกรณีอาจไม่จำเป็นก็ควรลดลงบ้างตามความเหมาะสม แท้จริงแล้วหลาย
ประเทศเฉพาะญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ มักใช้รถส่วนตัวในวันหยุดสำหรับครอบครัว
มากนานแล้ว นี้เพียงเป็นตัวอย่างแห่งค่านิยม ผสมกับความจำเป็นไม่สามารถแยก
ออกจากกันจากจิตสำนึกได้

เพราะฉะนั้นแนวโน้ม เรื่องพลังงานย่อมมีเรื่องจิตสำนัก รวมถึงรัฐเป็นตัวแปรเป็น
ปัจจัยร่วมสร้าง ความสะดวกในการเดินทาง ของประชากรให้มากขึ้นกว่าเดิม

อย่างไรก็ตามเชื่อว่า ประชากรรุ่นใหม่ เข้าใจสถานะได้ดีกว่า พร้อมจะยอมรับการ
การพลิกผันด้านพลังงาน ที่ต้องพบกับเดือดร้อนในอนาคต อย่างมีเหตุผล
กิจกรรมด้านพลังงานอนาคต อยู่กับความสามารถเยาวชนแต่ละประเทศ
โรงเรียนฝึกวิชาชีพ ด้านพลังงานเกิดขึ้น
แม้ว่าปัจจุบันเรารู้จักพลังงานธรรมชาติทุกชนิด แต่การแพร่หลายทางเทคนิคมีข้อ
จำกัดมาก เรามีช่างแอร์ ช่างซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้า ช่างซ่อมรถยนต์ ในทุกๆแห่งที่เรา
ไป แต่ช่างที่ติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ยังเห็นภาพไม่ชัดในขณะนี้

อนาคตจะพบเห็น ช่างเทคนิคระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ช่างซ่อมรถยนต์ระบบ
Hydrogen fuel cell อย่างแพร่หลาย พร้อมมีโรงเรียนระดับวิชาชีพในด้านพลังงาน
เกิดขึ้น หรืออาจมีแผนกการสอนโดยเฉพาะทางที่ชัดเจนขึ้น เกิดภาพกิจกรรมการ
แข่งขันด้านพลังงานตั้งแต่ระดับเยาวชน

นอกจากนั้นในการคำนวณ ออกแบบยังเน้นไปในเรื่อง Green Buildings ถูกบรรจุ
ไว้ในหลักสูตรด้านสถาปัตยกรรม มัณฑนะศิลป์ อย่างเข้มข้นเพื่อการประหยัด
พลังงาน รวมถึงวิธีการดีไซน์ ติดตั้งถูกต้องจากข้อมูลสภาพพื้นที่ภูมิประเทศนั้นๆ
การฝึกติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ของ The Electrical Industry Training Center (EITC)
เมื่อ โลกมีความพร้อม ด้านต่างๆมากขึ้น รูปแบบอำนวยความสะดวกของพลังงาน ย่อมส่งผลในเรื่องการแข่งขัน เป็นปัจจัยทำให้ราคาถูกลง คำว่าถูกลง คงไม่ใช่
ถูกเหมือนเคยแล้ว เพราะมีองค์ประกอบของลิขสิทธิ์ ความคิดบวกเป็นต้นทุนไปใน
สินค้านั้นๆด้วย

อย่างน้อยระยะ 10-20 ปี การปรับสภาพของระบบเศรษฐกิจ เป็นตัวบังคับไปโดย
ปริยายต่อปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมๆกับความเข้าใจ หลังจากนั้นรูปแบบสิ่งอำนวย
ความสะดวกต่างๆที่ใช้พลังงานชนิดใหม่ๆ จะเข้าสู่ความเป็นปกติ หลังจากการต่อสู้
ทางการตลาดของโลกอย่างยาวนาน จนได้รับความนิยมในทิศทางหนึ่งทิศทางใด
ที่เป็นพลังงานสะอาด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละภูมิภาคโลก
พบเห็นสถานีจ่ายพลังรูปแบบใหม่ สำหรับชุมชน
แนวคิดและทดลองด้านอากาศยานของ NASA ตั้งแต่ ค.ศ. 2001
ชาวไร่ ชาวนาในชนบท มีธุรกิจใหม่ ค้าพลังงานแสงอาทิตย์
อาจมองดูเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อ แต่สามารถอธิบายได้ว่า อนาคตสภาพพื้นที่น้อยลง
จากการเติบโตของประชากรเมือง จำนวนความต้องการ พลังงานแสงอาทิตย์เพิ่ม
มากขึ้น ผืนดินที่เหลืออยู่ตามชนบท ที่มีแสงอาทิตย์ส่องถึง สามารถใช้ประโยชน์
ได้ทั้งเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และจัดตั้งระบบจำหน่ายพลังงานแสงอาทิตย์

เนื่องจากมีพื้นที่เหลือเยอะ พลังงานแสงอาทิตย์ สามารถเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี
โดยเฉพาะในประเทศแถบเส้นศูนย์สูตร เกิดการส่งเสริมอุตสาหกรรมด้านพลังงาน
แสงอาทิตย์เกิดขึ้นหลังจากเกิดขาดแคลน น้ำมัน ก๊าซ อย่างชัดเจน

ธนาคารให้การสนับสนุนโครงการมากขึ้น เป็นการลงทุนครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียว
เกิดผลประโยชน์ วันแรกที่โครงการแล้วเสร็จ สามารถเก็บดอกผลได้ 15-20 ปี

จากการขายพลังงานไปยังผู้ใช้หรือการไฟฟ้าโดยไม่ต้องดูแลมากและไม่เสี่ยง
ทั้งนี้ประชากรในเขตเมือง ไม่สามารถจะทำธุรกิจประเภทนี้ได้ง่ายเพราะขาด
แคลนพื้นที่ ซึ่งต้นทุนค่าที่ดินสูงว่าชนบท

ปัจจุบันเป็นเรื่องที่ หลายประเทศได้มีการลงทุนกันแล้ว ต่อไปคาดว่าคงมีจำนวน
เพิ่มขึ้นอีก แนวโน้มเป็นอาชีพยอดนิยมในอนาคตอีกหลายร้อยปีต่อไป
Solar farm ขนาด 12 megawatt ใน Bavaria
Solar farm ขนาด 11 megawatt ใน Serpa, Portugal
Solar farm ใน North Africa
Energy Hydrogen Technology พัฒนาสู่ระบบสากลทั่วโลกต่อไปอีก
Hydrogen Fuel Cells system ในรถยนต์
จากภาพรวมเห็นได้ว่า มีการขยายตัว พัฒนาด้านพลังที่เป็นปัจจัยหลัก เพื่อการ
ดำรงชีพของมนุษย์ ไปในหลายๆทิศทาง แต่สุดท้ายแล้ว การใช้พลังงานรถแบบ
ผสมผสานคาดว่า น่าจะเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ด้วยความสะดวกสามารถปรับใช้
ตามลักษณะสภาพแวดล้อม ในภูมิภาคต่างๆของโลกได้

ต้องยอมรับว่า สถานการณ์เปลี่ยนแปลงของอากาศ มีผลกระทบต่อการเลือกใช้
พลังงานจากธรรมชาติ เพราะฉะนั้นแนวคิด ที่ใช้เทคโนโลยี่แบบผสมผสานคงจะ
ได้เปรียบกว่ายิ่งขึ้น

เริ่มต้นเมื่อ ค.ศ. 2004 DTE Energy Hydrogen Technology เป็นการสาธิตและ
ออกแบบ เพื่อใช้เป็นระบบสากล จาก Hydrogen gas ในน้ำผสานกับพลังงานแสง
อาทิตย์ พลังงานไบโอ พลังงานลม หรือจากพลังไฟฟ้า อย่างหนึ่งอย่างใดโดยเก็บ
กักไว้ภายใต้แรงกดดัน นำมาแปลงรูปแบบให้เป็นพลังงานเพื่อ สำนักงานขนาด
เล็กต่อหนึ่งชุด บ้านอยู่อาศัยจำนวน 20 หลังคาเรือนต่อหนึ่งชุด หรือรถยนต์ได้ ติดต่อกัน 3 วัน ให้ความสะดวกมากยิ่งขึ้น

ขณะนี้อยู่ในขั้นการทดลอง มุ่งเน้นให้สามารถใช้ได้ ในสภาพความเป็นจริง สร้าง
สภาพแวดล้อมที่สะอาดได้จริง พร้อมทั้งประหยัดมีมาตรฐานความปลอดภัยเป็น
ประเด็นสำคัญ แนวความคิดจะยุติปัญหามลพิษในอากาศ ต้นเหตุของปฏิกิริยา
เรือนกระจก จากการใช้เชื้อเพลิงชนิดฟอสซิล และเป็นช่วยประหยัดต่อภาพรวม
ของเศรษฐกิจโลก
ข้อสรุปโดยภาพรวม เรื่องแนวโน้มด้านพลังงานที่เป็นปัจจัยหลักใน 100 ปี
เชื่อว่าเกิดการปฎิวัติการเปลี่ยนแปลงการใช้พลังงานบนโลกครั้งใหญ่
ด้วยความจำเป็น 3 ปัจจัยหลัก คือ

1.เชื้อเพลิงประเภท ฟอสซิล เริ่มขาดแคลนทำให้มี ต้นทุนสูงขึ้นพร้อมกับ
นักลงทุนมีช่องทางเก็งกำไรสินค้าพลังงาน ยิ่งเพิ่มราคาอย่างไร้จุดหมาย

2.ต้นทุนของระบบพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เริ่มถูกลงด้วยการพัฒนา
ด้านเทคนิคใหม่ๆ พร้อมเกิดความสะดวกในชีวิตประจำวันมากขึ้น ซื้อหาง่ายขึ้น
ในทำนองเดียวกัน ราคาค่าไฟฟ้าในทั่วโลกขยับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้พลังงาน
จากธรรมชาติ เริ่มมีจุดคุ้มทุนที่เห็นชัดยิ่งขึ้น

3.ประชากรโลกให้ความสนใจ ช่วยกู้วิกฤตโลกร้อนโดยจิตสำนึกมากขึ้นและ
เข้าใจถึงความจำเป็น ท้ายที่สุดมีความคุ้นเคยขึ้น เกิดความนิยมด้วยผลการ
ประหยัดเป็นตัวเกื้อหนุน

เกิดผลกระทบสู่ระบบตลาด ธุรกิจเกี่ยวข้องกับ พลังงานประเภท ฟอสซิล ในทาง
ตรงและทางอ้อม เช่น ตลาดหุ้นน้ำมันซบเซา ธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงเปลี่ยนแปลง
แปลงไป ระบบขนส่ง คมนาคมมีการปรับเปลี่ยนขนานใหญ่

ระบบเครื่องใช้ไฟฟ้า จากระบบ AC สู่ระบบ DC บางส่วนหรือจัดทำเป็น 2 ระบบ
เพื่อการใช้งานในครัวเรือน โดยมีปัจจัยเสริมด้านการตลาดประกอบ ที่จะทำให้
เชื่อถือเข้าใจถึงพลังงานแบบใหม่ๆที่ไม่คุ้นเคย ในระดับอุตสาหกรรมอาจได้รับ
การพัฒนาไปในหลายทางเลือกโดยมุ่งเน้น เรื่องพลังงานสะอาด ประหยัดกว่า
แต่ก็จะขึ้นอยู่กับความเหมาะสมด้านเทคโนโลยี เช่น จากพลังงานแสงอาทิตย์,
Hydrogen fuel cell หรือไบโอดีเซล กระทั้งระบบสนามแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นต้น
ถ้าเป็นการลงทุนใหม่ทั้งระบบ อาจทำให้ต้นทุนการขายสินค้าภาคอุตสาหกรรม
สูงขึ้นในเบื้องต้น

ระบบรถยนต์ ขนส่งแนวโน้มสู่ พลังงานแบบ Hydrogen fuel cell และ Solar cell
ไปพร้อมๆกัน ความนิยมขึ้นอยู่กับระบบใดมีความสมบูรณ์มากกว่า ค่าเฉลี่ยต้นทุน
บวกความคล่องตัว สะดวกกว่า เป็นปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และอาจมีการ
แย่งตลาดจากรถยนต์ ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี (Hybrid cars) ได้เช่นกัน

ระบบการผลิตกระแสไฟฟ้า สำหรับบ้านเรือนประชากร ประเทศที่มีระบบพลังงาน
จากน้ำหรือลม จากเดิมอยู่แล้วย่อมได้เปรียบในเรื่องต้นทุน แต่จำนวนที่ต้องเพิ่ม
กำลังการผลิตเป็นปัญหาหลักของรัฐบาลแต่ละประเทศ อาจไม่ทันการที่จะต้อง
ก่อสร้างใหม่ โดยหันมาสนับสนุนให้เอกชน จัดตั้งระบบการผลิตไฟฟ้าเป็นเครือ
ข่ายจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือพลังงานลม ตามความเหมาะสมแต่ละภูมิภาค
จนเกิดเป็นอาชีพธุรกิจใหม่อย่างกว้างขวาง

อย่างไรก็ตามเงื่อนไข พลังงานที่ปัจจัยหลักจากธรรมชาติ ยังมีให้มนุษย์เลือกใช้
อย่างไม่สิ้นสุดอีกนับพันล้านปี ไม่ว่าจะเป็น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานแรงลม
พลังงานน้ำ พลังงานไฮโดรเจน ในกลไกของ ระบบจักรวาล ที่ยังส่งผลมาสู่
ระบบสุริยะ และโลก

เชื่อว่าท้ายที่สุด รูปแบบการพัฒนาพลังงานที่เป็นปัจจัยหลัก ของมนุษย์ในอนาคต
ก้าวไปสู่แบบ Hybrid คือการผสมผสาน ใช้พลังงานร่วมโดยมี พลังงานตัวหลักใน
ชนิดหนึ่งชนิดใด ตามแต่ลักษณะของสภาพภูมิประเทศ กล่าวคือ ประเทศแถบ
เส้นศูนย์สูตร มีพลังงานแสงอาทิตย์เป็นตัวหลัก โดยมี พลังงานไฮโดรเจน หรือ
พลังงานน้ำจากเขื่อนเป็นตัวรอง ขึ้นอยู่กับกรณีที่นำไปใช้งานในแต่ละประเภท

ระยะต่อไป สามารถพัฒนา การรับพลังงานจากค่ารังสี Infrared ในเงื่อนไข
Nanotechnology ได้เป็นผลสำเร็จสู่ด้านพาณิชย์และอุตสาหกรรม โฉมหน้าของ
พลังงานอาจเปลี่ยนไปอีก

โดยกลุ่มประเทศที่ได้เริ่มใช้พลังงานแสงอาทิตย์ หรือพลังงานธรรมชาติอื่นๆใน
ยุคนี้ จะมีความได้เปรียบและปรับตัวได้โดยเฉพาะประเทศแถบยุโรป ส่วนประเทศ
ที่มีความเดือดร้อนหนัก คือ ประเทศที่ใช้รูปแบบพลังงานธรรมชาติอย่างล้าช้า

Wednesday, August 5, 2009

แนวโน้มด้านพลังงานในอนาคต(ตอนที่5)


การพัฒนาการขั้นต่อไปเพื่ออนาคต ให้ง่าย และสะดวกขึ้น


รูปแบบพลังงานแสงอาทิตย์ ที่เเป็นแผ่นๆ PV module ในวันนี้มีการพัฒนาเป็นแบบ
ม้วนโค้งดัดงอ เพื่อความสะดวกต่อการใช้งาน ขณะนี้สามารถทำเป็นแผ่นฟิลม์บางๆ
เพื่อนำไปติดตั้งกับหลังคา

สินค้าของอนาคตจำนวนมาก เริ่มจะมีระบบ Solar cell เข้ามาเป็น Option โดยเน้น
สู่กลุ่มทันสมัย มีจำนวนที่ใช้มากขึ้น เช่น โทรศัพท์มือถือ วิทยุ เครื่ิองปรับอากาศ
พัดลม คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ใช้ในกลางแจ้ง

ปัญหาส่วนใหญ่ของอุปกรณ์หลายชนิด ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ผลิตในประเทศ
จีนพบว่าด้อยคุณภาพ ด้วยเน้นต้นทุนต่ำ ขายตามความนิยม เมื่อนำไปใช้ไม่คุ้มค่า
ทำให้เสื่อมศรัทธาต่อสินค้าในกลุ่มนี้ไปโดยปริยาย


Solar panels แผ่นฟิลม์บาง พัฒนาเพื่อบ้านอยู่อาศัย อาคาร ในอนาคต


Solar panels พัฒนาการใช้ในกองทัพสหรัฐมาก่อนหน้านี้


รถยนต์รุ่นเก่าใช้น้ำมันและก๊าซ จะถูกปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานไฟฟ้า จากแบตเตอรี่


ชีวิตประจำวันอนาคต ไม่พ้นระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ต้องมีติดตัว


สินค้าใหม่ๆ ออกแบบอยู่บนเงื่อนไข Solar panels


แม้แต่แฟชั่นมีแนวคิด Solar cell เข้าไปเกี่ยวข้อง


ต่อไปข้างหน้าจะพบเป็นลักษณะนำมาทาแทนสีทาบ้าน สามารถทาหลังคา ทาผนัง
โดยไม่ต้องติดตั้งแผง Solar cells แม้แต่อาจพ่นบนตัวถังรถยนต์ เพื่อการเก็บค่า
พลังงานจากแสงอาทิตย์ได้ขณะที่ขับบนท้องถนนไปในตัว ด้วย Nanotechnology นำสารกึ่งตัวนำผสม ลงในสีเพื่อไม่ให้มีข้อจำกัดในการรับแสงแล้วแปลงพลังงาน
ดังกล่าว เข้าระบบเพื่อการใช้งาน

นอกจากนั้น การที่นักวิทยาศาสตร์ รู้ว่า รังสีของดวงอาทิตย์ที่มากับแสงทำให้ได้
พลังงานบางส่วนเท่านั้น ต่อไปจะมีการพัฒนาไปสู่ วิธีการเก็บรังสี อื่นๆ เช่น รังสี
Infrared เพื่อให้ได้ รับค่าของพลังงานเพิ่มขึ้นไปอีก หากเป็นเช่นนั้นทำให้ความ
คุ้มค่าในเรื่อง Solar cell มากขึ้น โดยมีขนาดแผงรับที่เล็กลง


อยู่ในระหว่างการพัฒนา เพื่อให้รับค่ารังสี Infrared



การพัฒนาการด้านพลังสู่เยาวชนรุ่นใหม่เป็นสิ่งที่รัฐต้องให้ความสำคัญ




แนวโน้มด้านพลังงานในอนาคต(ตอนที่1)

แนวโน้มด้านพลังงานในอนาคต(ตอนที่2)

แนวโน้มด้านพลังงานในอนาคต(ตอนที่3)

แนวโน้มด้านพลังงานในอนาคต(ตอนที่4) 

แนวโน้มด้านพลังงานในอนาคต(ตอนที่5) 

แนวโน้มด้านพลังงานในอนาคต(ตอนสุดท้าย)

Tuesday, August 4, 2009

แนวโน้มด้านพลังงานในอนาคต(ตอนที่4)

แนวโน้มด้านพลังงานในอนาคต(ตอนที่4)

อนาคตระบบคมนาคม ด้วยพลังงานสะอาดขึ้นตามลำดับ
ประวัติศาสตร์เรื่องคมนาคม ที่ผ่านมาในระยะ 30 ปีนี้ จาก ค.ศ.1970 ในโลกมี
รถยนต์ 200 ล้านคัน ตัวเลขปัจจุบัน ค.ศ.2006 ในโลกมีรถยนต์รวมแล้ว มากกว่า
850 ล้านคัน อนาคตในปี ค.ศ. 2030 คาดว่าจะเพิ่มเป็น 2 เท่า

เป็นตลาดใหญ่ด้วยความปรารถนาที่ผู้คนต้องอย่างไม่ยุติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ
ประสบสภาวะเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ หรือราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น แต่เราต้อง
มีพื้นที่สำหรับด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยมีการคมนาคมเป็นสิ่งเชื่อมโยง

รูปแบบสามารถพบเห็นการปรับเปลี่ยนในขณะนี้ คือ การเปลี่ยนไปใช้ก๊าซ การใช้
น้ำมันจากพืช เช่น น้ำมันจากถั่วเหลือง จากข้าวโพด ปาล์ม แต่ปัจจัยใช้จากพืชจะ
มีผลกระทบ ในการสูญเสียพื้นที่ปลูกพืชอาหารสำหรับมนุษย์ำไปด้วย

ค่าเฉลี่ยในการเดินทาง ต้องลดลงจากการใช้พลังงานครึ่งหนึ่ง ด้วยรถรางหรือรถ
ไฟฟ้าแทนรถยนต์ สถานการณ์ข้างหน้า การปฏิวัติพลังงานรถยนต์ เกิดขึ้นอย่าง
หลีกเหลี่ยงไม่ได้ แม้ในวันนี้ มีแต่รถขนาดเล็กราคายังสูง สมรถนะความเร็วและ
ระบบต่างๆเริ่มสมบูรณ์ขึ้น ตามลำดับ
หนุ่มสาวรุ่นใหม่จะยอมรับรถระบบมอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็กที่คล้ายรถตุ๊กๆได้หรือไม่
ความเร็ว 85 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในระยะทาง 150 กิโลเมตร ซึ่งมีจำหน่าบแล้วเช่นกันในยุโรป
ต้นแบบเรือพลังงานแสงอาทิตย์ ใช้ข้ามฟากแม่น้ำในแถบยุโรป
ภาพรวมของการคมนาคม มิใช่เฉพาะในเขตเมืองเท่านั้น ที่มีความสำคัญ อนาคต
ของการแสวงหาหาอาหารจากทะเล มหาสุมทร จะสิ้นเปลืองค่าเชื้อเพลิงมากมาย
ต่อไปเมื่อทรัพยากรในทะเลน้อย หายากขึ้น การใช้เวลาในเส้นทางคงต้องเพิ่มขึ้น
ค่าใช้จ่ายขึ้นอีกมาก รวมถึงระบบขนส่งทางทะเลที่เชื่อมโยงส่งสินค้ากัน อาจเห็น
เรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ ใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อลดต้นทุนแทนน้ำมัน

นอกจากพลังงานที่ได้จากดวงอาทิตย์ ในศตวรรษนี้แล้ว สิ่งที่ยังมีมากมายจนใช้
ไม่มีวันหมดตราบใด ในจักรวาลยังคงอยู่คือ Hydrogen ซึ่งมีน้ำหนักเบากว่าธาต
ุทั้งมวล วันนี้พบว่าเกิดเป็นไอจากการเปลี่ยนแปลงของก๊าซมีเทน มีมากในน้ำและ
ก๊าซธรรมชาติ

ใน 1 แกลลอน Hydrogen (-253 องศา) มีน้ำหนัก 0.27 Kg. น้ำมันหนัก 2.72 Kg.
หากในปริมาตรน้ำหนัก 1 ปอนด์ (0.45 Kg.) เท่ากัน รถที่ใช้น้ำมันเดินทางได้เพียง
19 กิโลเมตร รถที่ใช้ Liquid Hydrogen เดินทางได้ถึง 53 กิโลเมตร (เป็นตัวเลข
ในการทดลอง)

สามารถนำมาประดิษฐ์รูปแบบใหม่ เรียกว่า Hydrogen fuel cell ใช้กับรถยนต์ได้
แล้วจะเป็นพลังงานที่น่าสนใจ ในที่สุดจะนำมาใช้กับระบบบ้านอยู่อาศัยได้เช่นกัน
เป็นหนทางเลือกแห่งอนาคต
Hydrogen fuel cell Car ค่ายจากญี่ปุ่น
เครื่องบินอนาคตใช้ Hydrogen fuel cell โดยการค้นคว้าทดลองสำหรับ
เครื่องบิน Airbus เป็นผลสำเร็จแล้วเมื่อปี ค.ศ. 2005
สถานีจ่าย Hydrogen fuel cell พัฒนาโดย UK Energy Research Centre
การขับเคี่ยวของเทคโนโลยี่การคมนาคม จะรุนแรงขึ้นเพราะเป็นตลาดใหญ่มาก
ยังเป็นเรื่องจำเป็นของประชากรโลกทุกคน ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ที่ใดของโลก ต้องมี
การเดินทาง ระบบรถยนต์แบบ 2 ระบบ (Hybrid cars) ดูเหมือน ยอมรับมากขึ้น

มีโครงการจูงใจให้เห็นถึงความ สะดวกโดย สามารถเติมพลังงานจากแสงอาทิตย์
ได้จากบริเวณลานจอดรถทั่วไป ติดตั้งระบบไว้ ใช้เวลาเติมไม่กี่นาทีก็เต็ม

อย่างไรก็ตาม จะขึ้นกับมีผู้มีอำนาจในภาครัฐ มีส่วนกำหนดทิศทางพลังงานด้าน
คมนาคมด้วย เช่น หากผู้มีอำนาจมีส่วนได้เสียกับอุตสาหกรรมน้ำมันนำเข้าการจะ
พัฒนาให้ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ อาจไม่ได้รับการสนับสนุนเต็มที

ในทางตรงกันข้าม หากผู้มีอำนาจมีส่วนได้เสียกับอุตสาหกรรมรถยนต์ อาจจะได้
รับการสนับสนุนรถยนต์ ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานใหม่ เพื่อการขยายตัวทางการ
ตลาดในประเทศนั้นๆ
ลานจอดรถเอนกประสงค์ Googleได้ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์กันแดดกันฝน
เป็นแนวโน้มต่อไปพบเห็นต่อไปได้ ในประเทศที่สนับสนุน เรื่องประหยัดพลังงาน



แนวโน้มด้านพลังงานในอนาคต(ตอนที่1)

แนวโน้มด้านพลังงานในอนาคต(ตอนที่2)

แนวโน้มด้านพลังงานในอนาคต(ตอนที่3)

แนวโน้มด้านพลังงานในอนาคต(ตอนที่4) 

แนวโน้มด้านพลังงานในอนาคต(ตอนที่5) 

แนวโน้มด้านพลังงานในอนาคต(ตอนสุดท้าย)

Monday, August 3, 2009

แนวโน้มด้านพลังงานในอนาคต(ตอนที่3)

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาต่อกันใน ตอนที่ 3 นะครับสำหรับเรื่อง แนวโน้มด้านพลังงานนในอนาคตครับ มาดูกันครับ

สำหรับในแถบเส้นสูตรศูนย์ เช่นประเทศไทย พลังงานแสงอาทิตย์จะได้เปรียบ
เปรียบกว่าพลังลม ด้วยเหตุที่อยู่ในเขตรับรังสีจากดวงอาทิตย์ ส่วนพลังงานลม
อาจจะไม่คุ้มค่าด้วยกลไกอากาศเขตร้อน ที่จะยกตัวสูง และพัดลาดต่ำลงสู่เขต
อบอุ่น จึงสังเกตเห็นว่าหลายประเทศ ในเขตอบอุ่น เขตหนาว มีโครงกังหันลม
มากมายกว่า พลังงานแสงอาทิตย์

ในทางตรงกันข้ามส่วนเขตร้อนก็เน้นหนัก มาด้านพลังงานจากแสงอาทิตย์ และ
แน่นอนที่สุด ประชากรโลกต้องมารวมกันใช้พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากทั้ง 2 ระบบ
มากขึ้น

แต่เวลาที่จะเกิดปัญหากับประชากรนั้นไม่ได้คอยใคร หนทางที่เป็นไปได้ ก็คือ
ต้องช่วยตนเองในระดับหนึ่ง หากสามารถกระทำได้ เพื่อลดภาระค่าน้ำมันที่แพง
อนาคตก็กลายเป็นของมีค่า แพงกว่าอาหาร

แม้ว่าในช่วงวิกฤตเศษฐกิจโลก ปี 2008-2009 ทำให้จับจ่ายน้อยลง ส่งผลต่อ
ราคาน้ำมันถูกลงกว่าก่อนหน้านี้ ราคาน้ำมันที่ต่ำลงไม่มีความยั่งยืน หากเศษฐกิจ
เริ่มฟื้นตัว ราคาน้ำมันคงถีบตัวขึ้นไปอย่างหลีกเหลี่ยงไม่ได้ เพราะเป็นเป้าหมาย
ของวงการค้าน้ำมันอยู่แล้ว

ความจำเป็นที่จะต้อง สร้างวิธีผลิตกระแสไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ไว้ใช้เองในบ้าน
ถึงอาจไม่สะดวกนัก คงดีกว่าไม่มี หลายคนคงบอกว่าเป็นไปได้ยาก เพราะต้นทุน
แพง ในความจริงคำว่าแพง เพราะเปรียบเทียบ กับค่ากระแสไฟฟ้าที่จ่ายไประยะ
ยาวมีความคุ้มค่าอย่างเห็นได้ชัด เฉพาะอย่างยิ่งมีเทคนิคใหม่เกิดขึ้นเสมอมา
สามารถประหยัดการลงทุนได้มากขึ้นตามลำดับ มีสะดวกขึ้นของระบบ แน่นนอน
มีความปลอดภัยกว่า ซึ่งในประเทศแถบยุโรปได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ
ทำให้มีแรงจูงใจต่อการลงทุนในครัวเรือน

ในทุกวันนี้ มีอีกหลายประเทศค่า กระแสไฟฟ้าอยู่ในระดับราคาต่ำ แต่ข้างหน้า
จะไม่ต่ำเหมือนเดิม ด้วยต้นทุนน้ำมัน และเงื่อนไขสัญญาเกียวโต ที่ทุกประเทศ
ต้องร่วมแก้ไขปัญหา ด้วยเหตุผลสำคัญอีกประเด็น คือ ถ้าประชากรโลกแต่ละ
บ้านใช้ แผงพลังงานแสงอาทิตย์สัก 2 แผ่น ที่มีขนาด 800 Kwh จะสามารถลด
การเกิดก๊าซเกิดคาร์บอนได้ 1,000 ปอนด์ ต่อครอบครัว

อย่างไรก็ตามขณะนี้ การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยนั้นยังไม่ประสบ
ผลสำเร็จด้วยในครั้งแรกการลงทุนสูงมาก มีระยะคืนทุนที่ยาวนานและภาครัฐ
ไม่ให้การสนับสนุนในเขตเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่สิ้นเปลืองสูง นโยบายหลายครั้งเหมือน
ดูสับสน มุ่งเป้าอย่างไม่ตรงประเด็น คล้ายหาคะแนนนิยม มากกว่าตั้งใจจริง



แถบสีน้ำตาลเข้ม สีส้ม และเหลือง แสดงค่าศักยภาพรังสี แสงอาทิตย์สูงตามลำดับ

คำตอบเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ ของประเทศไทย


ความเหมาะสมและแนวโน้มที่เป็นไปได้ จากข้อมูลการสำรวจ ของสำนักงาน
พลังงานแสงอาทิตย์ พบว่าพื้นที่ในประเทศไทย มีศักยภาพสูงเพียงพอที่จะรับ
รังสีดวงอาทิตย์ ในครัวเรือนทั่วประเทศถึง 99%

โดยตัวเลข รายวันเฉลี่ยต่อปี
ในช่วง 19-20 MJ/ตรม.ต่อวัน เท่ากับ 14.3% ของพื้นที่ทั้งประเทศ
ในช่วง 18-19 MJ/ตรม.ต่อวัน เท่ากับ 50.2% ของพื้นที่ทั้งประเทศ
ในช่วง 17-18 MJ/ตรม.ต่อวัน เท่ากับ 27.9 % ของพื้นที่ทั้งประเทศ
ในช่วง 16-17 MJ/ตรม.ต่อวัน เท่ากับ 07.1% ของพื้นที่ทั้งประเทศ
ในช่วง 15-16 MJ/ตรม.ต่อวัน เท่ากับ 00.5% ของพื้นที่ทั้งประเทศ

เท่ากับมีค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ 18.2 MJ/ตรม.ต่อวัน เพราะฉะนั้นนับว่า มีโอกาสใช้
พลังงานแสงอาทิตย์ได้อย่างสม่ำเสมอตลอดปี เกือบทั่วประเทศมีความได้เปรียบ
กว่าพลังงานอื่นๆ


แผนที่แสดงพลังงานรังสีจากดวงอาทิตย์ ค่าเฉลี่ยทั้งปี
สีแดงแสดงความเข้มข้นสูงสุดของรังสี ภาพรวมโลกจะรับค่ารังสีราว 45-47%

ความเข้าใจเบื้องต้น เรื่องพลังงานแสงอาทิตย์


ข้อมูลพื้นฐานของ แสงของรังสี ดวงอาทิตย์ จากตำแหน่งดวงอาทิตย์ในท้องฟ้า
เรื่องแรก เป็นตัวกำหนดและคำนวณอธิบายถึง ความสามารถจะนำมาใช้งาน

แสงของรังสีดวงอาทิตย์ ที่เกิดขึ้นในชั้นบรรยากาศโลก เรียก Extraterrestrial
radiation (รังสีจากนอกอวกาศ) ค่าเฉลี่ย 1367 Watts/ตรม.อาจมีค่าสูงต่ำ ±3% ขึ้นอยู่กับวงโคจรระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ ซึ่งบางช่วงเข้าใกล้กันและโลกมีแกน
(Axis) ที่เอียงขณะหมุนรอบดวงอาทิตย์ จึงเป็นมูลเหตุของฤดูกาล

โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ ทำให้เกิดแปลงแปลงเล็กน้อย เกี่ยวกับเวลามาตรฐาน
ท้องถิ่น เวลาที่แตกต่างกัน เรียกว่า Equation of time(เวลาเส้นศูนย์สูตรโลก)
เรานำมาประกอบการเดินเรือในมหาสมุทร ที่นำทางโดยดวงดาว หรือดวงอาทิตย์

ดังนั้นจึงต้องนำมาเป็นข้อมูล คำนวณตำแหน่ง การให้พลังงานจากดวงอาทิตย์และ
สิ่งที่ต้องทราบเพิ่มเติมอีกประการคือ เวลาขึ้น-ตก ของดวงอาทิตย์เพื่อเป็นข้อมูล
ระยะช่วงวันยาว สั้นแต่ละวันของการให้แสงของรังสีดวงอาทิตย์

ด้วยเวลา ที่ต่างๆกันในแต่ละพื้นที่ และฤดูกาลที่ต่างกัน การหักเหของแสง ในชั้น
บรรยากาศของโลก ซึ่งอาจเบาบางมาก แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญควรนำมาคำนวณด้วย
ยกตัวอย่างกรณี นี้เพื่อในเห็นภาพชัดขึ้น เรารดน้ำบนพื้นให้เปียกอาจใช้เวลาหลาย
ชั่วโมงกว่าจะแห้งสนิท ถ้าไม่มีแสงจากดวงอาทิตย์ แต่หากแสงอ่อนๆส่องมาถึง
พื้นนั้นจะแห้งภายในไม่กี่นาที

รังสีของดวงอาทิตย์ เกิดจากเงื่อนไขหลอมละลายผสมกันของ อะตอม (Fusion) ภายในแกนกลาง และพัฒนาการเป็น ความร้อนสู่ชั้นนอกซึ่งเย็นตัวกว่า เกิดเป็น
ชั้นบรรยากาศของรังสี ส่องมาสู่โลก โดยรังสีดังกล่าวมีความร้อนไม่มากไปกว่า 5,800 Kelvin

บนชั้นนอกของดวงอาทิตย์ แต่มีระยะความกว้างของคลื่นมาก 200-50,000 nm
โดย 47% เป็นแสงที่มองเห็น (Visible wavelengths) มีระยะความกว้างของคลื่น
380-780 nm ส่วนคลื่น Infrared ที่กว้างกว่า 780 nm ขึ้นไป มี 46% และคลื่น
Ultraviolet ที่ต่ำกว่า 380 nm มี 7% มองไม่เห็นรวมเป็น Extraterrestrial solar
radiation (รังสีดวงอาทิตย์จากนอกอวกาศ)

บางกรณีมีการสะท้อนกลับไปกลับมา จากชั้นบรรยากาศในบางพื้นที่เป็นเรื่องมี
ความสำคัญเช่นกันโดยเฉพาะบริเวณที่ปกคลุมด้วยหิมะ จะสะท้อนกลับได้ดี
แต่ทั้งหมด แสงของรังสีดวงอาทิตย์ จะฉายแสงลงมาบนพื้นผิวตามแนวตรงเป็น
การบวกเพิ่มเติมกันระหว่าง Diffuse radiation และ Normal irradiance เรียกว่า
Global irradiance


การฉายแสงของดวงอาทิตย์ เป็นแนวตรงทุกฤดูกาล แต่โลกเอียงทำให้ค่ารังสีรับไม่เท่ากัน


ถ้าพื้นผิวที่รับแสงเอียงกระดก ก็มีผลต่อการฉายแสงลงมาบน พื้นผิวตามแนวตรง
จะทำให้ทั้งหมดของการฉายแสง Diffuse radiation ร่วมกับ Direct normal ลงบน
พื้นผิวที่เอียงกระดกบวกเพิ่ม กับการสะท้อนกลับจากพื้นด้านล่างเป็นธรรมดาของ
ลักษณะพื้นผิวดังกล่าว

ค่าแสงของรังสีดวงอาทิตย์ ทวีคูณมากขึ้นโดยเฉพาะอยู่ในมุม Zenith (เหนือศีรษะ)
เป็นการทำมุมเหมือนตัว T จากนั้นน้อยลงตามลำดับ ตามแนว เหนือ-ใต้ของแกน
โลก ลักษณะโดยตรงของผิวพื้นที่เอียงกระดกของโลก เป็นอุปสรรคต่อการฉาย
แสงแบบ Direct normal

ช่วงกลางวันที่ท้องฟ้าไม่มีเมฆ รังสีของดวงอาทิตย์กระจายตัวและถูกดูดกลืนใน
ชั้นบรรยากาศประมาณ 25% เท่ากับมีค่า แสงของรังสีดวงอาทิตย์ เฉลี่ยราวๆ
1,000 Watts/ตรม. เรียกว่า Direct normal irradiance (การส่องสว่างโดยตรง
แบบปกติ) หรือลำแสงปกติ (Beam irradiance) ถ้าแสงนั้นมีการกระจัดกระจาย
ส่องจากพื้นผิวโลก กลับสู่อวกาศเรียกว่า Diffuse radiation (รังสีที่พร่ากระจาย)

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดของโลกมีความเกี่ยวข้องกับ ดวงอาทิตย์ไม่ใช่เฉพาะเรื่อง
แสง ที่ได้รับในรูปแบบพลังงานแสงอาทิตย์ ที่กล่าวถึงเท่านั้น ดวงอาทิตย์มีผลต่อ
การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลก มากมายกว่าเข้าใจได้ในขณะนี้

เชื่อว่าพลังงานสนามแม่เหล็กบนดวงอาทิตย์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับฤดูกาลบนโลก
อย่างลึกๆมากนานแล้ว ขณะนี้พึงเริ่มการศึกษาว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงของ
สนามแม่เหล็กบนดวงอาทิตย์ จะมีผลกระทบอื่นๆบนโลก ต่อการดำรงชีวิตของ
มนุษย์หรือไม่


บางส่วนของรังสี สะท้อนออกไปในอวกาศ


Solar car ยาว 3.6 เมตร น้ำหนัก 280 กิโลกรัม ความเร็วเฉลี่ย 110 กม./ชั่วโมง
ใช้แบตเตอรี่แบบ NiMH 100 amp/ชั่วโมง 72 V. ( ปี 2008 ประมาณ 4 ล้านบาทในยุโรป)

Sunday, August 2, 2009

แนวโน้มด้านพลังงานในอนาคต(ตอนที่2)

Solar Cells เป้าหมายแรก พลังงานทดแทนในอนาคต



ย้อนกลับไปเมื่อ ค.ศ. 1953 ด้วย Bell telephone มีปัญหาระบบโทรคมนาคม
ขณะนั้น ต้องการที่จะใช้แบตเตอรี่ชนิดแห้ง จึงมอบหมายให้ Bell laboratories
ทำการทดลองว่าสามารถ จะเก็บประจุไฟฟ้าได้หรือไม่ ปรากฏว่าค้นพบว่า

สามารถเก็บกักไว้ได้ใน Solar cells จึงเกิดแนวคิดต่อเนื่อง ทดลองพบว่า ธาตุ
Selenium solar cells ขนาด 1 ตรม. สามารถเก็บไฟฟ้าได้ 5 watts ซึ่งยังน้อย
แต่นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นครั้งแรก

ภายหลังมีการพัฒนาจนพบว่า ธาตุ Silicon มีคุณสมบัติดีกว่า ท้ายสุด ค.ศ. 1954
ได้ทดลองสำเร็จและสร้างเป็น PV module เป็นครั้งแรกของโลกถือว่าถือว่าเป็นยุค
เริ่มต้น ในการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ และได้นำมาใช้กับดาวเทียม ยานสำรวจ
อวกาศ หุ่นยนต์ขนาดเล็ก ส่งไปสำรวจพื้นผิวดาวเคราะห์ต่างๆ ปัจจุบันยังสามารถ
ใช้งานได้ปกตินับหลายปีต่อเนื่อง


PV module ชุดแรกของโลก เมื่อปี ค.ศ. 1954 ของ Bell Solar Battery
ขณะนั้นยังไม่ได้ทำเป็นเชิงทางการค้า แต่ได้แสดงให้คนทั่วไปได้รู้จัก


ยานสำรวจอวกาศ ดาวเทียมทุกลำ ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์

พลังงานแสงอาทิตย์คือ ทางออกที่ปลอดภัย แต่ลงทุนสูงจริงหรือ


ความกระตือรือร้น ของการเตรียมการเรื่องพลังงานนับวันยิ่งเข้มข้นขึ้น คำตอบ
ส่วนใหญ่ มุ่งไปที่พลังงานจาก ดวงอาทิตย์ พลังงานจากไบโอดีเซล พลังงาน
จากลม พลังงานน้ำจากเขื่อน ปัญหาคือ อะไรเหมาะ อะไรดีกว่าอะไร

ประเด็นสำคัญต้องย่อมรับคำว่า เคยชินและสะดวก แน่นอนตลอด 100 ปี ความ
สะดวกสบายด้วยพลังงานไฟฟ้าและน้ำมัน หากเป็นพลังงานชนิดอื่น จำต้องลด
ความสะดวก เช่น ก่อนหน้านี้คือ พลังงานไอน้ำ

การจำยอม ซื้อหาพลังงานที่แพงขึ้นจากผู้ผลิต เพราะน้ำมัน ก๊าซ มีไม่พอเพียง
และไม่มากเหมือนเดิมแล้ว คงปฏิเสธไม่ได้ว่า โดยหลายประเทศส่วนใหญ่
แม้แต่ประเทศไทย ก็มิได้นิ่งนอนใจกับปัญหาการขาด แคลนพลังงาน ทางออก
อยู่หลายวิธี ทั้งนี้คงขึ้นกับองค์ประกอบของฐานะการลงทุน หรือคำนึงถึงสภาพ
แวดล้อม ที่อาจได้รับผลกระทบในด้านต่างๆมากน้อยเพียงใด

ในประเทศอเมริกา The world's largest solar thermal power plant ได้เริ่ม
มาตั้งแต่ปี ค.ศ.2000 มีเป้าหมาย สร้างแผงรับพลังงานจากดวงอาทิตย์ (Photovoltaics) เรียกว่า PV บริเวณ Southwest จำนวน 30,000 ตารางไมล์
ให้แล้วเสร็จภายในปี 2050 ผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าทดแทนจากการใช้น้ำมัน

หากสามารถผลิตได้เกินความต้องการ จะทำการเพิ่มความดันอัดเก็บไว้ในโพรง
ถ้ำใต้ดิน สามารถนำมาใช้ใหม่ได้เป็นเทคโนโลยี่ใหม่ จะพัฒนาให้สมบูรณ์ภายใน
ปี ค.ศ. 2020 เช่นกัน


The world's largest solar thermal power plant ประเทศอเมริกา


มีแผนการณ์ ร่วมกันนำเอาพลังงานจากดวงอาทิตย์ ในรูปแบบต่างๆ
มาผสมผสานกันดังนี้

1. Technology Photovoltaics
(เซลล์แสงอาทิตย์)
มีเป้าหมายเรียกว่า Solar farms บนพื้นดิน 30,000 ตารางไมล์
จะได้กระแสไฟฟ้า 2,940 GW

2. Technology Compressed-Air Energy storage
(การเพิ่มความดันพลังงานที่ได้จากเซลล์แสงอาทิตย์)
ไว้ในโพรง ถ้ำใต้ดิน 535 ล้านลูกบาศก์ฟุต โดยสามารถนำกลับมาใช้
สำหรับกลางคืน ได้ 558 GW

3. Technology Concentrated Solar power
(การรวมพลังงานเซลล์แสงอาทิตย์จากแหล่งอื่น)
มีเป้าหมาย บนพื้นดิน 16,000 ตารางไมล์ จะได้กระแสไฟฟ้า 558 GW

โดยรวมแล้วสามารถขยายรองรับการปล่อย กระแสไฟฟ้าแรงสูงแบบใหม่
(New High-voltage DC) ยาวได้ระหว่าง 100,000-500,000 ไมล์

ว่ากันตามจริงแล้ว ในหลายประเทศนั้นได้นำพลังต่างๆ จากธรรมชาติมาใช้
ประโยชน์อย่างคุ้มค่า นับกันมากกว่า 10-20 ปีขึ้นไป และไม่ได้สร้างปัญหาผล
กระทบดังทุกวันนี้ ตัวอย่างจากนับหลายสิบแห่ง เช่น

Virginia - Pumped storage station


เขื่อนแรงดันน้ำ (Virginia - Pumped storage station) ตั้งอยู่ที่ประเทศอเมริกา
Bath County, Virginia ใช้กังหันหมุนผลิตกระแสไฟฟ้า จำนวน 6 ชุดผลิตกระแส
ไฟฟ้าได้ 2,100 MW ใช้สำหรับ 6 รัฐในอเมริกาเริ่มผลิตมาตั้งแต่ ค.ศ.1985

Itaipu - Hydro power station


เขื่อนพลังงานน้ำ (Itaipu - Hydro power station) ตั้งอยู่ที่ประเทศ Brazil
ใช้กังหันหมุนผลิตกระแสไฟฟ้า จำนวน 17 ชุด ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 12,870 MW
(10 เท่าของโรงงานผลิตไฟฟ้าแบบนิวเคลียร์) เริ่มผลิตกระแสไฟฟ้ามาตั้งแต่
ค.ศ. 1984 ป้อนกระแสไฟฟ้าใช้ในประเทศ Brazil ได้ 26% และประเทศ
Paraguay ถึง 78%

La Rance - Tidal power plant


เขื่อนพลังงานน้ำขึ้น-น้ำลง หรือคลื่นน้ำ (La Rance - Tidal power plant)
ตั้งอยู่ที่ Mont Saint Michel ประทศฝรั่งเศล ใช้กังหันหมุนผลิตกระแสไฟฟ้า
จำนวน 24 ชุด ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 68 MW ป้อนไฟฟ้าได้ 160,000 ครัวเรือน

Offshore wind farms


กังหันพลังลมใกล้ฝั่ง (Offshore wind farms) ตั้งอยู่ที่ประเทศ Denmark
มี 2 แห่งแต่ละแห่งผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 160 MW ขณะนี้หลายแห่งกำลังอยู่
ระหว่างพัฒนา เมื่อเสร็จสมบูรณ์ สามารถจะผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 322-420 MW

นอกจากนั้นยังมีในบางประเทศ เช่น ไอซ์แลนด์ นำพลังงานความร้อนใต้พื้นโลก
มาผลิตเป็นพลังงานใช้ในหลายรูปแบบ การนำพลังงานลักษณะดังกล่าวมาใช้
จะขึ้นอยู่กับ ลักษณะที่ตั้งของภูมิประเทศ เช่น ใกล้แนวภูเขาไฟ ใกล้แหล่งน้ำ
ร้อนใต้พื้นโลก

นั่นหมายความว่า หลายประเทศหันมาเตรียมพร้อม เรื่องพลังงานแสงอาทิตย์
และพลังงานจากธรรรมชาติที่ทดแทน แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับเงื่อนไข ของสภาพ
ภูมิประเทศ ใช้ในการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากต้นทุน ไม่ต้องซื้อหาตราบชั่วชีวิต
โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ทุกคนสามารถเก็บเกี่ยวนำมาใช้ได้โดย
ไม่ต้องมีข้อห้าม สิทธิ์ทางกฎหมายใดๆ ตราบมีแสงอาทิตย์ส่ิองลงมาถึงบ้าน

Reference : SunflowerCosmos.org

เดี๋ยววันพรุ่งนี้มาต่อกันครับ เอาวันละน้อยจะดีกว่าอ่านทีเดียวเยอะๆ นะ


แนวโน้มด้านพลังงานในอนาคต(ตอนที่1)

แนวโน้มด้านพลังงานในอนาคต(ตอนที่2)

แนวโน้มด้านพลังงานในอนาคต(ตอนที่3)

แนวโน้มด้านพลังงานในอนาคต(ตอนที่4) 

แนวโน้มด้านพลังงานในอนาคต(ตอนที่5) 

แนวโน้มด้านพลังงานในอนาคต(ตอนสุดท้าย)

แนวโน้มด้านพลังงานในอนาคต(ตอนที่1)

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้ผมจะมาเกริ่นเรื่องแนวโน้มด้านพลังงานในอนาคตนะครับ ว่าจะเป็นอย่างไร


พลังงานเชื้อเพลิงประเภท ฟอสซิล จะต้องยุติลง
ปัจจัยหลักการดำรงชีพ พลังงานเป็นสิ่งที่จำเป็นมากที่สุด เดิมด้วยพัฒนาการของ
มนุษย์จากอดีตที่อยู่ในถ้ำ มีความจำเป็นเพียงใช้พลังงาน สำหรับหุงต้มหาอาหาร
ความฉลาด ของมนุษย์ต่อมาทำให้ มีความสามารถนำพลังงานต่างๆ ตั้งแต่ฟืน
ถ่าน ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซ มาใช้อำนวยความสะดวกสบาย ด้านต่างๆมากขึ้น เช่น
ผลิต เป็นพลังงานไฟฟ้า หรือ สำหรับยานพาหนะเพื่อคมนาคม ตามลำดับ

จากป่าไม้นำมาใช้เป็นฟืน ถ่านเริ่มหมดไป ปัจจุบันน้ำมันดิบเริ่มพร่องไปอีกคาดว่า
ราว 60 ปี ข้างหน้าอาจเกิดขาดแคลน ส่งผลกระทบต่อประชากรโลกได้รุนแรงขึ้น
แม้ว่าวันนี้ถ่านหิน และก๊าซ อาจยังพอมีอยู่ แต่ภายในอีกไม่กี่ร้อยปี จะเข้าสู่ภาวะ
ขาดแคลนเช่นกัน

สิ่งที่ประจักษ์ก่อนที่จะขาดแคลนไปทั้งหมด เข้ามาเกี่ยวข้องคือ ปัญหาของเรื่อง
การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลก ปริมาณเผาผลาญพลังงานเชื้อเพลิง ประเภท
ฟอสซิลปริมาณสูงขึ้นมาก ก๊าซคาร์บอนเป็นปรากฏการณ์ ปฏิกิริยาเรือนกระจก
ทำให้อุณหภูมิโลกสูง จึงเกิดการรณรงค์เพื่อให้ ลดการใช้พลังงานที่เป็นปัญหาต่อ
โลก มีแนวโน้มเข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ จากประชาคมโลก

แม้ว่าเราอาจมีพลังงานน้ำจากเขื่อน เพื่อผลิตเป็นกระแสไฟฟ้า ก็ไม่เพียงพอต่อ
อัตราการ เพิ่มอย่างรวดเร็วของประชากร การสร้างเขื่อนเพิ่ม เป็นประเด็นมีฝ่ายที่
เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ตลอดเวลา ด้วยเรื่องที่อาจกลายเป็นการทำลายระบบ
นิเวศอันเหลืออยู่อย่างน้อยนิด ในแต่ละประเทศเมื่อเทียบอัตราส่วนประชากร

ทางออกเรื่องสร้างโรงฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ยังมีการคัดค้าน อย่างกว้างขวางมาก
เนื่องจากมีอัตราความเสี่ยงสูง ต่อเนื่องอีกนับหลายพันปี ของกัมมันตรังสีซึ่งไม่
สามารถทำลายให้สิ้นซาก เป็นทางออกเริ่มตีบตัน ต่อการหาพลังงานทดแทน

ด้วยเหตุผลดังกล่าว หากเกิดการยุติหมดลง ของเชื้อเพลิง และหาทางออกใหม่
ไม่ได้ชัดเจน ประชากรต้องประสบวิกฤต เรื่องพลังงาน ส่งผลต่อไปยังระบบการ
ดำรงชีพอย่างแน่นอน
ความเป็นอยู่ในอดีตมนุษย์ 4,000 ปีที่แล้ว จากหลักฐานทางโบราณคดี
ปัจจุบันโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วโลก มี 480 แห่งใน 44 ประเทศ เมื่อ ปี ค.ศ.1986
โรงผลิตไฟฟ้า Chornobyl nuclear power station (USSR, Ukraine) เกิดระเบิด
มีผู้เสียชีวิต 31 คน บาดเจ็บพิการ จากกัมมันตรังสี 1,000 คนในทันที และต้อง
อพยพทิ้งบ้านเรือน 135,000 คน หลังจากเกิดเหตุไปแล้ว ประมาณว่ามี ผู้เสียชีวิต จากโรคมะเร็งภายหลัง ราวนับหมื่นราย

อีกนับร้อยแห่งจะยังไม่เกิดปัญหาเช่นนี้ ก็คงไม่ได้หมายความว่าปลอดภัย 100%
เพราะกัมมันตรังสี อาจรั่วออกมาปะปนในอากาศได้ตลอดเวลา สู่ชั้นบรรยากาศ
ผสมกับฝนตกลงเป็นฝนกรด บางแห่งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใต้ดิน Yucca Mountain
ในอเมริกามีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมน้ำใต้ดิน โดยแทบไม่ทราบล่วงหน้าเลย
การแผ่กระจาย รังสีเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง

ในทางทฤษฎี การขจัดทิ้งปริมาณมากๆของ Uraniun แม้ว่ามีระบบที่ฝังลงสู่ใต้ชั้น
ลึกของดินก็ตาม การแผ่กระจายของรังสี อาจมีผลกระทบอนาคตในระยะยาวพันปี
โดยยังไม่เข้าใจถ่องแท้ การขจัดสิ่งเหลือใช้ของกากกัมตรังสีมีค่าใช้จ่ายสูงมาก

เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาด้านพลังงานด้วยการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ไม่ใช่
ทางออกที่ดีต่อประชากรโลกโดยรวม กลับอาจนำปัญหาใหญ่หลวงมาสู่ประเทศ
นั้นๆได้ จึงเป็นเรื่องกังวลใจต่อกรณีนี้เสมอมา

และเชื่อว่าโอกาส ได้รับความเห็นชอบจากประชากรแต่ละประเทศ น้อยลงทุกวัน
Chornobyl nuclear power station (USSR, Ukraine) เกิดปัญหาเมื่อ ค.ศ. 1986


ขอขอบคุณ SunFlowerCosmos เดี๋ยวเราจะมาต่อกันนะครับ อ่านวันละน้อย ดีกว่าจะอ่านทีเดียวครับ



แนวโน้มด้านพลังงานในอนาคต(ตอนที่1)

แนวโน้มด้านพลังงานในอนาคต(ตอนที่2)

แนวโน้มด้านพลังงานในอนาคต(ตอนที่3)

แนวโน้มด้านพลังงานในอนาคต(ตอนที่4) 

แนวโน้มด้านพลังงานในอนาคต(ตอนที่5) 

แนวโน้มด้านพลังงานในอนาคต(ตอนสุดท้าย)